โรคช่อดอกพลาสติกในมะม่วง

โรคช่อดอกพลาสติกในมะม่วง ปัญหาของชาวสวน สู่งานวิจัย สวก. เรื่อง : รศ.ดร.พงษ์นาถ นาถวรานันต์ สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม โรคช่อดอกพลาสติก (mango malformation disease, MMD) เป็นอาการผิดปกติที่เกิดกับช่อดอกของมะม่วงและมีผลทำให้มะม่วงไม่ติดผล ซึ่งชาวสวนมะม่วงในประเทศไทย พบลักษณะอาการดังกล่าวมาระยะหนึ่งแล้ว และได้มีการนำมาพูดคุยกันถึงปัญหาดังกล่าวในที่ประชุมสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย ถึงสาเหตุที่ยังไม่ได้มีการศึกษาทางด้านวิชาการอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามในต่างประเทศได้มีการพบลักษณะผิดปกติที่เรียกว่าโรคช่อดอกพลาสติก ซึ่งเป็นอาการผิดปกติของมะม่วงที่พบได้ในประเทศที่มีการปลูกมะม่วงทั่วโลกและสร้างความเสียหายให้กับชาวสวนอย่างกว้างขวาง • ชาวสวนมะม่วงไทยให้ข้อมูลว่าจะพบอาการช่อดอกพลาสติกเฉพาะระยะการแทงช่อดอกและจะเห็นได้ชัดเจนเมื่ออยู่ในระยะดอกบานแต่ไม่พบอาการในช่วงการแตกใบอ่อน ขณะที่ลักษณะช่อดอกจะคล้ายคลึงกับช่อดอกปกติความยาวช่อใกล้เคียงกันแต่จะไม่ติดผลและดอกหรือส่วนของดอกติดอยู่บนก้านช่อดอกหนากว่าปกติ และจะพบเฉพาะบางพันธุ์ที่ปลูกในพื้นที่เดียวกัน • โดยมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสาเหตุของโรคช่อดอกพลาสติกในหลายประเทศทั่วโลก พบว่าโรคช่อดอกพลาสติกมีสาเหตุจากการเข้าทำลายของเชื้อโรคพืช Fusarium spp.(เชื้อฟิวซาเรียม) โดยมีรายงานว่าเชื้อสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคได้แก่ Fusarium mangiferae • อย่างไรก็ตามยังพบว่าเชื้อสาเหตุโรคช่อดอกพลาสติกจะแตกต่างกันในแต่ละประเทศหรือพื้นที่ที่พบการเกิดโรค โดยพบเชื้อสาเหตุโรคช่อดอกพลาสติกในสกุล Fusarium อื่นๆ ได้แก่ F. sterilihyphosum ในแอฟริกาใต้ และ บราซิล F. mexicanum พบในเม็กซิโก F. tupiense พบในบราซิลและเซเนกัล และยังพบ F. proloferatum และ F. pseudocircinatum…

คูวาส (Kuvas)

คูวาส เป็นปุ๋ยทางใบที่มีธาตุแมกนีเซียมสูงเป็นพิเศษ และมีธาตุอาหารเสริม 4 ธาตุ คือ โบรอน เหล็ก แมงกานีสและสังกะสี องค์ประกอบของปุ๋ย ธาตุอาหารทุกธาตุในคูวาสอยู่ในรูปคีเลตของ EDTA (EDTA chelated form) ที่ละลายน้ำง่าย ความเข้มข้นของธาตุต่างๆมีดังนี้แมกนีเซียม (MgO) ที่ละลายน้ำ 20% โบรอน (B) ที่ละลายน้ำ 0.2% เหล็ก (Fe) ที่ละลายน้ำ 0.2% แมงกานีส (Mn) ที่ละลายน้ำ 2.0% สังกะสี (Zn) ที่ละลายน้ำ 0.5% ไบโซเดียม EDTA 6.0% บทบาทของธาตุอาหาร ธาตุอาหารต่างๆในคูวาสมีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืชดังนี้ แมกนีเซียม 1. บทบาทในการสังเคราะห์แสง คือ เป็นองค์ประกอบของคลอโรฟิลล์ซึ่งอยู่ในใบและทำหน้าที่รับพลังงานแสง แมกนีเซียมช่วยกระตุ้นเอนไซม์ซึ่งทำหน้าที่สังเคราะห์แสงด้วย 2. บทบาทอื่นๆ เช่น การสร้างโปรตีน และการใช้พลังงานเพื่อการเจริญเติบโตของพืช โบรอน 1. เป็นองค์ประกอบในโครงสร้างของผนังเซลล์ทำให้ผนังเซลล์แข็งแรง ควบคุมการดูดธาตุอาหาร…

สารชีวภัณฑ์ : ไตรโคเดอร์ม่า รากำจัดรา

ไตรโคเดอร์ม่าเป็นราที่อาศัยอยู่ในดิน ใช้ซากพืช ซากสัตว์และอินทรย์วัตถุเป็นอาหาร เมื่อผ่านการแยกเชื้อบริสุทธิ์และเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ จะสร้างส่วนขยายพันธุ์ที่เรียกว่าโคนิเดียสีเขียวจำนวนมาก รานี้มีความสามารถในการแก่งแย่งอาหารกับจุลินทรีย์อื่นๆได้อย่างดี และยังสามารถผลิตสารพิษและเอนไซม์ย่อยผนังเซลล์ของราโรคพืชอื่นๆได้ แต่ราไตรโคเดอร์ม่านี้มีความสามารถเฉพาะะจาะจงในการอาศัยอยู่และแข่งขันกับราอื่นๆในแต่ละท้องที่แต่ละแหล่งในภูมิภาคแตกต่างกันออกไป นอกจากนี้การขยายพันธุ์โดยการต่อเชื้อจากอาหารขยายเชื้อไปเรื่อยๆ จะทำให้ประสิทธิภาพของการแข่งขันในสภาพแวดล้อมและการทำลายราโรคพืชอื่นๆ ลดน้อยลง ตามลำดับของจำนวนการต่อเชื้อ ดังนั้นเกษตรกรจึงควรตั้งต้นการขยายพันธุ์ราไตรโคเดอร์ม่าจากเชื้อบริสุทธิ์ ที่เป็นผงแห้ง 100% (มีจำนวนโคนิเดียหนึ่งพันล้านหน่วยใน 1 กรัม) ที่เก็บไว้ในขวดที่แห้งสนิทและเก็บรักษาในสภาพอุณหภูมิเย็นเพียงพอ(เช่นในตู้เย็นชั้นล่าง) เป็นตัวตั้งต้น และไม่ควรนำเชื้อรานี้ขยายพันธุ์ต่อไป เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพของราลดลง วิธีการใช้ราไตรโคเดอร์ม่า หลังการคืนชีพด้วยการใช้หัวเชื้อเลี้ยงในข้าวสุกหรือเมล็ดข้าวนึ่งสะอาด จนได้ผงโคนิเดียสีเขียวเข้มแล้ว (หากมีการปนเปื้อนระหว่างการเพาะเลี้ยง อาหารเลี้ยงราจะมีสีเหลือง มีเมือกเยิ้ม ไม่มีโคนิเดียสีเขียวเข้มให้เห็น) การใช้ราไตรโคเดอร์ม่าเพื่อป้องกันโรครากเน่า ใช้เชื้อสด ผสมรำข้าว และปุ๋ยอินทรีย์ ในอัตรา 1:4:100 คลุกเคล้ากันให้ทั่วแล้วแบ่งมา 1-2 ช้อนแกง ใส่ลงก้นหลุม คลุกเคล้าดินปลูกก่อนหยอดเมล็ดลงในหลุม การพ่นหรือราดบนดินสำหรับป้องกันโรคบนใบ หรือลำต้น จะใช้เชื้อสดอัตรา 10 ช้อนแกง ผสมน้ำ 20 ลิตร กรองอาหารเลี้ยงราออกด้วยกระชอนตาถี่หรือผ้ากรอง นำน้ำที่มีโคนิเดียของราไตรโคเดอร์ม่าพ่นบนพืชเพื่อป้องกันโรค ข้อจำกัดของการใช้ราไตรโคเดอร์ม่าในการควบคุมศัตรูพืช 1. ใช้เพื่อป้องกันโรคตั้งแต่พืชยังไม่แสดงอาการ โดยการควบคุมตั้งแต่เริ่มเพาะเมล็ด 2.…

ฝนต่อหนาว…ฤดูกาลของราแป้ง

สภาพอากาศช่วงฝนต่อหนาวเช่นนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการระบาดของโรคราแป้ง ‼ ซึ่งเกิดจากเชื้อราที่มีชื่อว่า ออยเดียม สภาพอากาศที่กล่าวถึงคือจะมีฝนน้อยลง อากาศตอนเช้าค่อนข้างเย็น มีน้ำค้างช่วงเช้าลงหนัก จนใบพืชเปียกชื้น แต่น้ำค้างจะระเหยไปในตอนสายซึ่งมีแสงแดดอ่อนๆ สภาพเช่นนี้เหมาะสมต่อการเพิ่มปริมาณของเชื้อรา เชื้อราเข้าสู่พืชได้ดี และทำให้มีการระบาดของโรคราแป้งอย่างมาก ราแป้งเป็นราที่ขยายพันธุ์ด้วยส่วนขยายพันธุ์ที่เรียกว่า โคนิเดีย ซึ่งเกิดจากการขาดออกของปลายเส้นใยราที่อาศัยอยู่บริเวณใต้ชั้นผิวของใบอ่อน ผิวกลีบดอก และเกสรของดอกไม้ โดยเส้นใยที่แทงลงใต้ผิวพืชจะดูดน้ำเลี้ยง ส่วนเส้นใยจะปกคลุมอยู่บนผิวพืช สังเกตเห็นได้อาการเหมือนผงแป้งสีขาวบนผิวใบ ส่วนอาการบนดอกมักเห็นไม่ค่อยชัดเจนเพราะดอกมักร่วงอย่างรวดเร็ว จากนั้นราจะปล่อยโคนิเดียให้ปลิวไปตามลมเพื่อทำลายพืชต้นอื่นต่อไป โคนิเดียที่ปลิวมาตกบนผิวพืชจะงอกเส้นใยเล็กๆ เพื่อแทงลงใต้ผิวพืช ถ้าฝนตกผิวใบเปียก โคนิเดียจะถูกน้ำฝนชะล้างออกไป การระบาดจึงไม่เกิดขึ้น ดังนั้นช่วงฝนต่อหนาว น้ำค้างลงจัด ผิวใบเปียกชื้นพอดี มีอากาศที่แห้งและเย็น จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมที่โคนิเดียจะงอกเส้นใยเพื่อแทงเข้าพืชได้ เมื่อราเจริญเติบโต ดูดกินน้ำเลี้ยงของพืชจนพืชหมดอาหาร รานี้ก็จะสร้างโคนิเดียเพื่อการขยายพันธุ์ในธรรมชาติต่อไปโดยใช้เวลาเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น ลักษณะอาการของใบพืชที่รานี้เข้าทำลายจะบิดเบี้ยว เสียรูปร่าง ทำหน้าที่ปรุงอาหารได้ไม่สมบูรณ์ ดอกที่มีรานี้เข้าทำลายจะไม่ติดผล และร่วงหล่นเกิดความสียหาย ผลของพืชที่มีรานี้ขึ้นปกคลุม จะมีสีดำ ผลบิดเบี้ยวไม่สมบูรณ์ พืชชนิดต่างๆ ที่พบว่าเป็นพืชอาศัยของโรคราแป้งมีหลากหลายชนิดมาก ได้แก่ พืชตระกูลแตง เช่น ฟัก แฟง แตงกวา แตงร้าน แตงโม แคนตาลูป ตำลึง…

เอิร์ท 23 “ สารช่วยในการผสมเกสรของพืช ”

เอิร์ท 23 เป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสำหรับการฉีดพ่นทางใบ ประกอบด้วยสารอินทรีย์และธาตุอาหารบางธาตุ ผลิตด้วยเทคโนโลยีก้าวหน้า ทำให้ธาตุอาหารเข้ารวมตัวกับสารอินทรีย์ต่างๆ กลายเป็นรูปที่เซลล์พืชดูดไปใช้ประโยชน์ได้เร็วและธาตุเหล่านั้นเคลื่อนย้ายภายในพืชได้ง่าย สำหรับสารอินทรีย์ที่เป็นองค์ประกอบ ยังทำหน้าที่เป็นสารเร่งการเจริญเติบโตของพืช จึงช่วยให้ เอิร์ท 23 มีประสิทธิภาพสูงในการเพิ่มผลผลิต  องค์ประกอบของ เอิร์ท 23 เอิร์ท 23 ประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ คือ ธาตุอาหารและสารกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช ธาตุอาหาร ธาตุอาหารใน เอิร์ท 23 มี 3 ธาตุ คือ ไนโตรเจน โพแทสเซียมและโบรอน ดังนี้ 1. ธาตุไนโตรเจน มีไนโตรเจนทั้งหมด หรือ Total nitrogen (N) 5 % ซึ่งแบ่งเป็น 3 รูป คือ ?ไนโตรเจนอินทรีย์ หรือ Organic nitrogen (N) 1 % ?ไนโตรเจนรูปไนเทรต หรือ…

เตือนเฝ้าระวังการระบาด “โรคใบด่างมันสำปะหลัง” ระบาดในไทย !

เตือนเฝ้าระวังการระบาด “โรคใบด่างมันสำปะหลัง” ระบาดในไทย ! เมื่อเดือน พฤษภาคม 2561 กรมวิชาการเกษตรได้รับแจ้งจากสมาคมโรงงานผู้ผลิต มันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรีกรรมการมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย แจ้งพบการระบาด ใบด่างมันสำปะหลังใกล้ชายแดนไทยบริเวณช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ พบอาการต้องสงสัย 1 แปลง จำนวน 2 ต้น เกษตรกรถอนทั้งต้นที่พบส่งห้องปฏิบัติการกรมฯ ผลการตรวจพบ ไวรัส Begomovirus สำหรับตัวอย่างแมลงหวี่ขาวที่เก็บมาตรวจไม่พบเชื้อไวรัส รวมทั้งไม่พบเชื้อในพืชอาศัยอื่นๆข้างแปลง ซึ่งพบว่ามีการระบาดจริงใน อ.ตะเบียงปราสาท จ.อุดรมีชัย ราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งอยู่ห่างจากประเทศไทย 40 กิโลเมตร สวพ 4. และหน่วยงานในพื้นที่ สำรวจเพิ่มเติมจากจุดที่พบในรัศมี 5 กิโลเมตร พบอาการใบด่างจำนวน18 ต้นจากแปลงเกษตรกร จำนวน 8 ราย พื้นที่ปลูก 68 ไร่ และให้เฝ้าระวังในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง 6จังหวัด จันทบุรี สระแก้ว บุรีรัมย์ สุรินทร์…

สารจับใบ

จุดประสงค์ของการใช้สารจับใบที่เกษตรกรนิยมเติมลงถังพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ก็เพื่อให้สารฯ เกาะติดกับส่วนต่างๆ ของพืชได้ดียิ่งขึ้น มาดูกันซิว่า สารจับใบ ทำงานยังไง และสารจับใบที่ดีควรมีคุณสมบัติอย่างไร ช่วยเสริมฤทธิ์การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ไม่ทำให้คุณสมบัติทางเคมีของสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชเปลี่ยนแปลงไป ปรับปรุงสภาพทางกายภาพของสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช เช่น ช่วยให้เกิดการละลายหรือการรวมตัวเข้ากับน้ำได้ดีขึ้น ทำให้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชแผ่กว้าง เกาะติดกับพื้นผิวของพื้นที่เป้าหมาย เช่น ผิวพืช  ผิวแมลง โดยกลไกการลดแรงตึงผิวระหว่างอนุภาคของสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชและผิวสัมผัส คงทนต่อสภาพแวดล้อม เช่น ทนต่อแสงอุลตราไวโอเลต ทำให้อนุภาคของสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชเกาะติดกับส่วนต่างๆ ของพืชได้ดีขึ้น ลดการระเหยของสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชในสภาพแวดล้อม เช่น จากน้ำฝน ลม แสงแดด โดยเฉพาะวิธีการพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบใช้น้ำน้อย ป้องกันไม่ให้แสงอุลตราไวโอเลตทำลายสารชีวภัณฑ์ เช่น ไวรัสกำจัดหนอน ซึ่งจะตายเมื่อได้รับแสงแดด อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสารจับใบจะมีประโยชน์ดังที่กล่าวมา แต่การใช้อย่างไม่ถูกต้อง เช่น การใช้ในอัตราที่สูงเกินไป อาจเป็นอันตรายต่อพืช‼ โดยทำให้ไขบนใบพืชถูกล้างออกและเป็นเหตุให้จุลินทรีย์เข้าทำลายได้ง่าย หรือสารจับใบบางชนิดอาจลดประสิทธิภาพของสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช เช่นสารที่มีน้ำมันปิโตรเลียมเป็นองค์ประกอบห้ามนำไปผสมกับกำมะถัน หรือสารที่มีองค์ประกอบเป็นทองแดง เพราะจะทำให้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชลดประสิทธิภาพลง และยังทำให้พืชเกิดความเสียหายได้ ดังนั้นเกษตรกรจึงควรศึกษาวิธีใช้ตามคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัด   ดร.ศรีสุข  พูนผลกุล นักวิชาการโรคพืชชำนาญการพิเศษ ข้าราชการบำนาญกรมวิชาการเกษตร

เอราซิน 50 เอสซี

สารป้องกันกำจัดโรคพืช ออกฤทธิ์ทั้งการป้องกันโรคและรักษาโรค ออกฤทธิ์แบบดูดซึม สามารถดูดซึมเข้าทางใบและทางราก สามารถใช้ป้องกันการเกิดโรคทางรอยแผล อันเนื่องมาจากการตัดแต่งกิ่งหรือรอยแผลฉีกขาด   ออกฤทธิ์ป้องกันกำจัดโรคพืชได้อย่างกว้างขวาง โรคใบขีดสีน้ำตาล โรคใบไหม้ ในข้าว โรคใบจุดสีน้ำตาล โรคเน่าดำ ในถั่วเขียว โรคเถาแห้งและผลเน่า ในองุ่น โรคสะแคป โรคเมลาโนส โรคราเข้าขั้ว ในส้ม โรคราสีชมพู ในทุเรียน โรคใบจุดซิโตก้า ในกล้วย โรคราแป้ง โรคใบจุด โรคราน้ำค้าง ในผัก ไม้ดอกไม้ประดับ   อัตราการใช้ โดยทั่วไปใช้ในอัตรา 15-20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร โรคราสีชมพู ในทุเรียน ใช้อัตรา 40 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร โรคใบไหม้ในข้าว ใช้ในอัตรา 70-85 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร โรคใบจุดสีน้ำตาล ในถั่วเขียว ใช้ในอัตรา 30 ซีซีต่อน้ำ 20…

เอรา สติกซ์

ส่วนประกอบที่สำคัญ Non-ionic,surfactants(surface active agents) Spreader Sticker Wetting agents   คุณสมบัติ และประโยชน์ ช่วยลดแรงดึงผิวของหยดสารละลายให้มีการแผ่กระจายปกคลุมผิวใบ และผิวผลได้ดี ช่วยให้หยดสารละลายเปียกใบพืช จับติดผิวใบ และผิลผล จับติดทนทาน ช่วยในการซึมผ่านของสารกำจัดศัตรูพืชเข้าสู่เนื้อเยื่อพืชได้ดี ช่วยเพิ่มการดูดซึมของสารกำจัดศัตรูพืช ช่วยให้สามารถละลายน้ำได้รวดเร็ว ช่วยให้สารละลายตกตะกอนช้า ช่วยให้สารกำจัดศัตรูพืชสามารถละลายรวมตัวกันได้ดี ช่วยลดการเกิดฟองในสารละลาย ช่วยปรับสภาพความเป็นกรดด่างของสารละลาย ช่วยลดปัญหาของน้ำกระด้างต่อสารละลาย การใช้ และอัตราการใช้ ใช้ผสมกับสารกำจัดวัชพืช สารกำจัดแมลงศัตรูพืช สารป้องกันกำจัดโรคพืช สารอาหาร และฮอร์โมนพืช ใช้ในอัตรา 2-5 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ความเป็นพิษ หากเข้าตาให้ล้างน้ำสะอาดอย่างน้อย 15 นาที หากสูดดมเข้าไปให้นำออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ และช่วยหายใจ หากกลืนกินให้ล้างปากด้วยน้ำสะอาด ดื่มนมหรือน้ำมาก ๆ ห้ามทำให้อาเจียนแล้วรีบนำไปพบแพทย์

ไอโรเน่ ดับบลิวจี ป้องกันเชื้อราและแบคทีเรีย

สารป้องกันกำจัดโรคพืชคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์+คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ 24.6%+22.9% WG คุณสมบัติ สารป้องกันกำจัดโรคพืชอนินทรีย์ชนิดสัมผัสที่มีทองแดงเป็นองค์ประกอบสองชนิดผสมกัน จึงได้อนุภาคของทองแดงที่มีขนาดเหมาะสมหลายขนาด ทำให้สามารถกระจายตัวอยู่บนพื้นผิวใบได้ครอบคลุมอย่างทั่วถึง ทนทานต่อการชะล้างของน้ำฝน และมีการออกฤทธิ์เพื่อควบคุมศัตรูพืช ทั้งเชื้อราและแบคทีเรียได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น กลไกการทำงาน สารคอปเปอร์ ออกซีคลอไรด์ จะมีการแตกตัวเป็นประจุอย่างช้าๆ เมื่อมีการละลายในน้ำ ส่วนคอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ แตกตัวได้อย่างรวดเร็วเมื่อมีความชื้น สารผสมคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์+คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ จึงมีระยะเวลาในการออกฤทธิ์ได้นานและต่อเนื่อง ด้วยกลการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลแบคทีเรีย และ ยับยั้งเอนไซม์ที่สำคัญสำหรับการดำรงชีพของเชื้อราหลายชนิด พืชที่เหมาะสม  ได้แก่  องุ่น ส้ม มะม่วง แก้วมังกร พืชตระกูลถั่ว พืชตระกูลแตง กล้วย มันฝรั่ง มะเขือเทศ ผักต่าง ๆ มะเขือ ชา กาแฟ ยางพารา ยาสูบ พริก ส้ม มะนาว เผือก หอม กระเทียม สตรอเบอร์รี่ พริกไทย ไม้ดอกและไม้ประดับทั่วไป อัตราและวิธีการใช้ สารผสมคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์+คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ โรคราแป้งของพืชต่างๆ อัตรา 15-20 กรัม ต่อน้ำ…